Page 32 - Index Pottery of Dvaravati Period - Professor Emerita Dr.Phasook Indrawooth
P. 32
บทที่ 2 แนวทางการศึกษาโบราณคดีสมัยทวารวดี | 17
แนวที่ 1 เป็นแนวความคิดเดิมที่ว่าอาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักที่ใหญ่โตเจริญรุ่งเรืองอยู่
บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น (ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 - 16) มี
ราชธานีอยู่ที่เมืองนครปฐมหรือสุพรรณบุรี มีอิทธิพลศิลปกรรมครอบคลุมทั้งประเทศไทย
อีก 2 แนวคิดเป็นแนวความคิดใหม่ แนวแรกเห็นว่าอาณาจักรทวารวดีเป็นชื่อของอาณาจักร
เล็ก ๆ ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เท่านั้น และน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดลพบุรี
ส่วนแนวที่ 3 นั้นเห็นว่าชุมชนโบราณที่มีพัฒนาการขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในช่วง
พุทธศตวรรษที่ 12 - 16 นั้นยังไม่จัดเป็นรูปของอาณาจักรที่จะต้องมีอำนาจทางการเมืองอยู่ที่เมือง
หลวงแต่อย่างใด หากเป็นเพียงรูปแบบของเมืองเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน และเป็นอิสระต่อกัน
แต่มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมร่วมกัน เนื่องจากติดต่อถึงกันสะดวกทั้งทางบกและทางทะเล
สำหรับข้อมูลด้านโบราณคดี ซึ่งจะได้จากการขุดค้นชั้นดินภายในบริเวณเมืองสมัยทวารวดี
ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยนั้น ได้ให้ผลสรุปออกมาว่า เมืองโบราณสมัยทวารวดีส่วนใหญ่มี
ชุมชนอาศัยอยู่ติดต่อกันมาตั้งแต่ช่วงสมัยทวารวดีตอนต้น (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา)
และกลุ่มชนเหล่านี้ได้สืบต่อรูปแบบวัฒนธรรมมาจากชุมชนสมัยก่อนทวารวดี ดังได้พบเครื่องมือ
เครื่องใช้ เช่น อาวุธเหล็กประเภทใบหอกเหล็ก และเครื่องประดับต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกต่างหู
กำไลโลหะ ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับรูปแบบที่เคยปรากฏมาก่อนสมัยทวารวดี นอกจากนี้ยังได้พบ
เครื่องมือหินขัดซึ่งมีรูปแบบเดียวกับเครื่องมือหินขัดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ในชั้นดินที่เคยเป็นที่อยู่
อาศัยของชุมชนทวารวดีแทบทุกแห่ง การค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนเครื่องประดับที่มีรูปแบบ
เหมือนหรือคล้ายคลึงกับแบบที่เคยปรากฏในชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ และในชุมชนใน
ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นซึ่งเจริญขึ้นก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 นั้น บ่งบอกว่าชุมชนทวารวดี อาจเป็นชน
กลุ่มเดียวกับชุมชนก่อนประวัติศาสตร์เหล่านั้น ซึ่งต่อมาได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียและมีการ
พัฒนาการขึ้นมีการสร้างเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบและรู้จักกันในชื่อว่า “ทวารวดี” ก็เป็นได้
หรืออาจเป็นชุมชนใหม่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ได้มีความคุ้นเคยกับชุมชนในท้องถิ่นเดิมและรับวัฒนธรรม
การทำเครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างมาก็เป็นได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าชุมชนที่อาศัยอยู่ในเมืองโบราณที่มี
คูน้ำคันดินล้อมรอบเหล่านี้ส่วนใหญ่จะได้อาศัยติดต่อกันมาโดยไม่ขาดช่วงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11
จนถึงสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20 – 23) นอกจากบางเมืองที่ถูกทิ้งร้างไปหลังสมัยทวารวดี
(หลังพุทธศตวรรษที่ 17) ซึ่งสาเหตุการทิ้งเมืองส่วนใหญ่เกิดจากการขาดแคลนน้ำใช้เนื่องจากแม่น้ำ
สำคัญเปลี่ยนทางเดิน
จากการขุดค้นเพื่อศึกษาร่องรอยของชุมชนโบราณในบริเวณเมืองโบราณสมัยทวารวดี
ซึ่งดำเนินงานโดยอาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดีนั้น ปรากฏว่าเมืองโบราณที่บ้านคูเมือง
ตำบลห้วยซัน อำเภอสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และเมืองโบราณที่บ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
นั้น มีชุมชนอาศัยอยู่ต่อเนื่องกันเป็นเวลาอันยาวนานจนถึงสมัยอยุธยา ซึ่งชุมชนดังกล่าวอาจเป็น
ชุมชนท้องถิ่นเดิมที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากภายนอก (หรือชุมชนอื่นที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน)
ในช่วงสมัยต่าง ๆ เช่น สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ

