Page 126 - Index Pottery of Dvaravati Period - Professor Emerita Dr.Phasook Indrawooth
P. 126

บทที่ 3 ภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี | 111



                          จากตารางแสดงผลการวิเคราะห์ตัวอย่างเศษภาชนะดินเผาเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าภาชนะดิน

                   เผาสมัยทวารวดีเป็นภาชนะดินเผาประเภทเนื้อเครื่องดินเหรือที่เรียกว่าประเภทเอิทเทนแวร์
                   (Earthenware) ซึ่งใช้อุณหภูมิในการเผาไม่สูงนัก ไม่เกิน 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งสังเกตได้จาก

                   ค่าน้ำหนักที่หายไปจากการเผาที่มีเปอร์เซนต์ค่อนข้างสูง และจากผลการวิเคราะห์ทางเคมีของ

                   องค์ประกอบส่วนนอ้ยซึ่งมีค่าเหล็กและแคลเซียมเป็นตัวสำคัญ ก็พบว่ามีค่าใกล้เคียงกันโดยที่ค่าเหล็ก
                   มีค่าเฉลี่ยมากกว่า 1.2% อันเป็นค่าที่บอกลักษณะเนื้อภาชนะว่าจะออกสีน้ำตาลแดง ซึ่งก็ตรงกับ

                   ความเป็นจริงที่ว่าภาชนะส่วนใหญ่ออกสีน้ำตาลแดง ยกเว้นตัวอย่างที่ 7, 16, 17, 18, 21 ซึ่งเป็น
                   สีครีม และตัวอย่างที่ 26, 27 ซึ่งเป็นสีดำ

                          พิจารณาจากตัวอย่างทั้งหมดจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบทางเคมีของเนื้อภาชนะทุกแบบ

                   ใกล้เคียงกันทั้งภาชนะกลุ่มเนื้อหยาบและกลุ่มเนื้อละเอียด และความแตกต่างของ 2 กลุ่มนี้ก็ไม่ใช่
                   ความแตกต่างของแหล่งวัตถุดิบ คือแหล่งวัตถุดิบก็อาจจะมาจากแหล่งเดียวกัน แต่การเตรียมดินคงจะ

                   แตกต่างกัน ทำให้สังเกตได้เด่นชัดว่าในกลุ่มภาชนะเนื้อหยาบส่วนใหญ่จะเป็นประเภทภาชนะที่ผลิต
                   ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเพียงอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความงดงาม เช่นตัวอย่างที่ 3, 19, 20, 21

                   และ 26 ซึ่งภาชนะเหล่านี้จะไม่มีการพิถีพิถันในการเตรียมดิน จึงพบว่ามีสิ่งเจือปนในดินมา เช่น

                   ฟอสฟอรัส (P O ) อันเกิดจากมูลสัตว์และสิ่งเจือปนอื่น ๆ โดยจะเห็นว่าค่าน้ำหนักที่หายไปจาก
                               2 5
                   การเผามีเปอร์เซนต์สูง

                                               ี
                          ส่วนกลุ่มภาชนะเนื้อละเอยดซึ่งเป็นประเภทที่มีการตกแต่งด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่นการเขียนสี
                   การประทับลายต่าง ๆ เป็นต้น กลุ่มนี้จะมีการเตรียมดินอย่างดี โดยจะเห็นได้ว่าสิ่งเจือปนในดินมีค่า
                   น้อย ซึ่งมีผลให้เนื้อภาชนะมีเนื้อค่อนข้างละเอียด และค่าน้ำหนักที่หายไปจากการเผาก็มีค่าน้อยด้วย

                   ซึ่งดินที่นำมาทำภาชนะกลุ่มนี้ก็อาจนำมาจากแหล่งเดียวกัน แต่จะขุดลงไปลึกกว่าเพื่อหลีกเลี่ยง
                   อินทรีย์วัตถุซึ่งเจือปนอยู่บนดินชั้นบน จึงได้เนื้อดินที่บริสุทธิ์กว่า เช่นตัวอย่างที่ 16 - 18 เป็นต้น

                   ส่วนสีที่เปลี่ยนไปเป็นสีครีมนั้นคงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาและบรรยากาศในการเผา

                   (ตามรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้ว)
                          จึงสรุปได้ว่าภาชนะดินเผาสมัยทวารวดีทุกแบบเป็นภาชนะประเภทเอิทเทนแวร์ ซึ่งเนื้อดิน

                   ปั้นประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเตรียมจากดินเหนียวธรรมดาทั่วไปและนิยมใช้ดินในท้องถิ่นซึ่งจะมีสีน้ำตาล
                   เข้มเรียกกันว่าดินแดง (Red clay or surface clay) เป็นดินที่มีเปอร์เซนต์ของเหล็กค่อนข้างสูง

                   แต่มีความเหนียวดี เมื่อจะนำไปปั้นต้องผสมกับทรายหรือดินเชื้อ (Grog) สำหรับความแตกต่างของ

                   ภาชนะกลุ่มเนื้อหยาบและเนื้อละเอียดจะแตกต่างกันตอนเตรียมดิน การทำความสะอาดดินและเติม
                   ส่วนผสมเท่านั้น แต่แหล่งวัตถุดิบคงจะมาจากที่เดียวกันคือดินเหนียวที่หาได้ในท้องถิ่นนั้น ๆ เอง

                          อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของเนื้อภาชนะไม่สามารถให้

                   คำตอบอะไรได้มากนักนอกจากจะบอกแหล่งวัตถุดิบอย่างคร่าว ๆ บอกองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเนื้อ
                                 ุ
                   ดินปั้นและบอกอณหภูมิโดยประมาณเท่านั้น หากจะต้องการรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้จะต้องทำการ
                   วิเคราะห์หาองค์ประกอบของเนื้อภาชนะทางกายภาพ (ฟิสิกส์) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์และโดยวิธี



                                                                     ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ
   121   122   123   124   125   126   127   128   129   130   131