Page 76 - Index Pottery of Dvaravati Period - Professor Emerita Dr.Phasook Indrawooth
P. 76
บทที่ 3 ภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี | 61
อินเดีย) นอกจากนี้ตะคันดินผาเหล่านี้ยังขุดพบจากเมืองไบก์ถโน
35
(Beikthano) ในประเทศเมียนมาร์อีกด้วย ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่
6 - 10 สำหรับแบบที่ 7 ซึ่งเป็นแบบที่มีปล่องตรงกลางสำหรับร้อยเชือกเพอ
ื่
แขวนตะเกียงได้นั้นเป็นตะเกียงที่นิยมในอินเดียสมัยโบราณในภาคตะวันตก 36
แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักในวัฒนธรรมทวารวดี เท่าที่ขุดพบและมีรายงาน
แล้วก็พบที่จันเสน จังหวัดนครสวรรค์เท่านั้น ยังไม่ได้รับรายงานจากแหล่ง
37
โบราณคดีสมัยทวารวดีอน ๆ อีกเลย แต่ที่น่าสังเกตคือตะเกียงแบบนี้กลับได้รับ
ื่
ความนิยมในสมัยต่อมา ดังปรากฏในสมัยสุโขทัยและอยุธยาแต่พัฒนาจาก
ตะเกียงดินเผาธรรมดามาเป็นตะเกียงดินเผาเคลือบ
1.7.1 ประเภทหม้อ ประเภทนี้นิยมเรียกกันว่าหม้อกุณฑี (Kendi) แบ่งออกเป็น
2 แบบ คือ
1) เป็นหม้อมีพวยปากผาย (Spouted pot) (ดูรูปที่ 38, รูปที่ 39, รูปที่ 40, รูปที่
41, รูปที่ 42, รูปที่ 43, รูปที่ 44, รูปที่ 45, ลายเส้นที่ 16, ลายเส้นที่ 17 และ ลายเส้นที่ 18)
เนื้อภาชนะ : มีหลายเนื้อตั้งแต่เนื้อค่อนข้างหยาบจนถึงเนื้อค่อนข้างละเอียดมีความหนาปาน
กลาง (ประมาณ 0.5 - 0.8 เซนติเมตร) ไส้กลางมักเผาไม่สุกจะออกสีเทาเข้ม
และดำ
ผิวภาชนะ : ผิวภาชนะเรียบส่วนใหญ่จะมีสีผิวสีแดง ส้ม ส้มอมแดง
การตกแต่ง : มีทั้งแบบผิวเรียบธรรมดาไม่มีการตกแต่งผิวและแบบที่มีการตกแต่งด้วยลาย
เขียนสีโดยเขียนเป็นเส้นขนานรอบบ่าภาชนะ ตั้งแต่ 3 - 5 เส้น (ดูรูปที่ 22)
รูปแบบ : เป็นหม้อทรงกลมก้นแบนมีเชิงเตี้ย ๆ คอสูงปากผายคล้ายปากแจกัน มีพวยติด
อยู่บริเวณบ่าภาชนะโดยทำมุมกับปากภาชนะประมาณ 45 องศา
35 Aung Thaw, U., Report on the excavations at Beikthano, 41 fig 63.
36 Marshall, John, Taxila, Vol.II (Minor Antiquities) p.422 and Vol. III (Plates) pl. 125 no. 135.
37 Bronson, Bennet, Excavations at Chansen and the cultural chronology of protohistoric central
Thailand (Pennsylvania: University of Pennsylvania Museum, 1976), Vol.II, p.505, fig.VII & Class HL.
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ

